การศึกษาไม่ทำให้คนฉลาดขึ้น

อ่านข่าวเรื่อง อากงส่ง sms ก็สะเทือนใจ ยิ่งหนักเข้าไปอีกก็คงเป็นคนที่ยังมีชีวิตอยู่ใช้คนตายเป็นเครื่องมือเพื่อหวังประโยชน์ไม่ว่าจะด้วยทางใด โดยเฉพาะคนบางกลุ่มก้อน คนที่เป็นสาธารณชน คนดัง ไม่ทราบเจตนาด้วยเหตุผลใด หรือคิดไม่ได้ก็ไม่รู้ การทำเป็นไม่สนใจ เงียบ และไร้ข้อคิดเห็นใดๆ ใช่ว่าจะเป็นคนไม่สนใจโลก แต่เพราะบางเรื่องนั้นละเอียดอ่อนและมีเวลาของมัน การอยู่ผิดที่ผิดเวลา คงไม่ใช่เป็นเรื่องโชคชะตา แต่เป็นเรื่องการกระทำของตัวเองทั้งสิ้น ที่ขาดข้อมูลที่นำมาซึ่งเหตุและผล











Advertising

หลังจากได้อ่านข่าวหลายๆ แห่งแล้ว สรุปในแบบที่เข้าใจง่ายก็เพิ่งถึงบางอ้อ เพราะที่ผ่านมาเด็กไทยส่วนใหญ่ยิ่งเรียนยิ่งโง่ วัดได้จากผลการทดสอบเอ็นทรานซ์ที่ผ่านมาว่าต่ำกว่ามาตรฐานมาก ใช่ว่ากระทรวงศึกษาฯ จะเป็นฝ่ายผิดที่ออกข้อสอบยาก ใช่ว่าเด็กจะไม่เข้าใจในข้อสอบ แต่เพราะสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แต่เด็กไทยเองกลับเร่งตามการก้าวกระโดดไปพร้อมกับเทคโนโลยีด้านต่างๆ ยิ่งก้าวไกลก็ต้องยิ่งขวนขวายหาสิ่งใหม่ๆ แต่ละทิ้งสิ่งเดิมๆ ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ถูกต้องนัก หลายคนตามทันก็ดีไป แต่หากตามไม่ทันถูกมองว่าแตกต่าง โดนทิ้งห่าง คนตามทันก็วิ่งตามจนไม่สนใจอะไรรอบข้าง ทำให้กลายเป็นคนมีสมาธิสั้น เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปเสมอ จับอันนี้ได้อันใหม่ก็มา ละเลยจุดสนใจเดิม แม้ว่าในบางครั้ง เรื่องเดิมๆ เก่าๆ นั้นอาจเป็นประโยชน์ในภายภาคหน้า เพื่อหนทางให้ก้าวกระโดดไปไกลยิ่งกว่า

เช่นนี้จึงทำให้เด็กสมัยนี้เป็นคนไม่มีสมาธิอยู่กับการเรียนรู้พื้นฐาน ยิ่งด้านการสื่อสาร การเขียน อ่าน ทำให้เขียนน้อยลง พิมพ์มากขึ้น ซ้ำร้ายการพิมพ์ก็กลายเป็นเรื่องผิดๆ ถูกๆ เพราะไร้การอ่าน อ่านหนังสือและสิ่งที่ให้ความรู้น้อยลง แต่ไปอ่านเรื่องราวชีวิตคนอื่นมากขึ้น อ่านสิ่งที่มีประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็น กล้าที่จะแสดงออกมากขึ้นในเรื่องที่ไม่รู้จริง เพราะขาดความรู้ในการอ่าน วิเคราะห์ จึงทำให้แสดงความคิดเห็นผิดๆ ถูกๆ

จินตนาการของเด็ก ต้องสร้างผ่านหนังสือ

เรื่องการเขียน การอ่าน สำคัญอย่างไร

เมื่อพื้นฐานการอ่านและการเขียนไม่ได้ถูกฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทำให้ไม่สามารถตีความประโยคต่างๆ แม้แต่โจทย์ในข้อสอบให้แตกฉาน ทำให้คำตอบที่ได้ไม่ตรงกับจุดประสงค์ ผิดๆ ถูกๆ เปรียบกับการรับรู้ความแค่เพียงต้น หรือแค่ปลาย ไม่รู้ความทั้งหมด แต่กล้าที่จะแสดงออกในเรื่องที่ไม่รู้จริงมากขึ้น กลายเป็นตัวตลกในสังคม เพราะคนนั้นก็ไม่รู้ คนนี้ก็ไม่รู้ แต่ยกยอว่าความคิดนั่นดีสุด พอมีพวกพ้องที่เห็นเหมือนก็สรุปว่านั่นคือสิ่งถูกต้อง นั่นคือสิ่งที่ดีแล้ว กลายเป็นความผิดพลาดแบบไม่ได้ตั้งใจไปโดยปริยาย

การศึกษาไทยต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียนให้มากขึ้น เริ่มตั้งแต่พื้นฐาน ใช่ว่าระบบการศึกษาสมัยใหม่ไม่ดี แต่เพราะเรียนรู้แต่สิ่งใหม่ จึงละเลยในเรื่องพื้นฐานให้แน่น หลักก็เลยเขวกลายเป็นรู้ทุกเรื่องแต่ไม่แตกฉาน เปรียบได้กับคำพังเพยที่ว่า มีความรู้ท่วมหัว เอาตัวไม่รอด เพราะรู้ไม่แตกฉาน รู้ทุกเรื่องจริงแต่เฉพาะหลักการพื้นๆ รู้ในแบบไม่จริง รู้แบบผิดๆ ถูกๆ จับต้นชนปลายไม่ได้ จึงนำมาพลิกแพลงใช้ในชีวิตจริงได้ไม่ดี ยิ่งในเรื่องของการเขียน การอ่าน พัฒนาการด้านนี้หากติดตัวไปแล้วจะสามารถนำไปใช้ได้ตลอดชีวิต แต่ทุกวันนี้ เด็กไทยขาดพื้นฐานในข้อนี้ไปเสียแล้ว หากจับมือนักศึกษาปริญญาตรีในรุ่นปัจจุบันมาเขียน ก.ไก่ – ฮ.นกฮูก ก็อาจจะได้ไม่ครบตัว หรือแม้แต่ประโยคสั้นๆ ก็อาจจะมีการเขียนผิดๆ ถูกๆ

หากเด็กไทยไม่มีความเข้าใจในพื้นฐานของภาษา และไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้องแล้ว ทั้งการอ่าน และการเขียน อ่านแล้วสรุปใจความไม่ตรงประเด็น เขียนตอบไปก็มีแต่จะผิดพลาด อนาคตของชาติจะอยู่กันได้อย่างไร

ขอบคุณที่มาของความคิด ดรุณศึกษา 102 ปี ที่ผ่านของภาษาไทย โพสต์ทูเดย์