เด็กดูทีวีมาก อันตราย

เรื่องของเด็กดูทีวีมากอันตราย จะเป็นเด็กสมาธิสั้น และอาจมีพัฒนาการช้า ลงข่าวโดยหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2555 ว่าไว้ว่า ในปัจจุบันนี้วิถีชีวิตพ่อแม่มือใหม่เข้าลู่วิ่งแข่งขันกับเวลาขึ้นทุกวัน บางวันไม่มีเวลาไปรับส่งลูกไปโรงเรียน จัดให้ลูกเรียนพิเศษช่วงเย็น วันเสาร์อาทิตย์ไหนที่ต้องติดสปีดทำโอที บางบ้านก็ทิ้งให้ลูกอยู่บ้าน นั่งจ่อมดูทีวีเป็นวันๆ จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันพูดจาประสาครอบครัวแทบเป็นไปได้ยาก จึงไม่ต้องสงสัย ถ้าลูกน้อยไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับใคร เพราะเด็กสมัยนี้มีรายการทีวีเป็นเพื่อนคู่ใจไปโดยอัตโนมัติ











Advertising

มีคำเตือนจากแพทย์ประจำโรงพยาบาลเด็ก รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เตือนพ่อแม่ยุคใหม่ไม่ควรปล่อยเด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ดูรายการทีวีตามลำพัง ส่วนเด็กอายุมากกว่านั้นให้จำกัดไม่ดูนานเกินวันละ 2 ชั่วโมง เหตุผลคือ การดูรายการทีวีนานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคสมาธิสั้นมากกว่าเด็กที่ไม่ดูทีวีถึงร้อยละ 10 เด็กที่ดูทีวีมากๆ นานๆ จึงมีพัฒนาการทางสติปัญญาช้ากว่าเด็กคนอื่นในวัยเดียวกัน ซึ่งเนื้อหาในรายการฟรีทีวี ถือว่ามีอิทธิพลกำหนดพัฒนาการตามลำดับวัย นอกจากฟรีทีวีเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหญ่ได้มากที่สุดแล้ว เนื้อหาในสื่อฟรีทีวีบางรายการยังมีความรุนแรงและไม่เหมาะต่อการรับรู้สื่อในวัยเด็ก

ยิ่งสมัยนี้มีรายการเคเบิลทีวีทั้งในและต่างประเทศที่เสนอเนื้อหาตามแทบจะตามอำเภอใจ ขาดการควบคุมจากหน่วยงานราชการที่ดีพอ ทำให้เนื้อหาที่ออกมาทางเคเบิลทีวีจึงไร้ขีดจำกัด หากเด็กเผลอเข้าไปดูรายการที่กระทบต่อความรู้สึกนึกคิดเข้ายิ่งจะเป็นอันตราย คุณศศิธร วัฒนกุล หรือ ลอร่า ผู้เชี่ยวชาญด้านแม่ เด็กและครอบครัว แนะนำผู้ปกครองที่เพิ่งมีครอบครัวใหม่ ให้รู้จักจำกัดการดูฟรีทีวีแก่เด็ก เพราะในรายการทางฟรีทีวีนำเสนอในสิ่งที่ขายได้ คนดูชื่นชอบ ได้เรตติ้งดี แต่บ่อยครั้งที่รายการไม่มีคุณค่า มีเนื้อหาบางอย่างที่เด็กไม่ถึงวัยที่จะรับรู้

เด็กดูทีวีมาก อันตราย

บางครอบครัวที่เข้าใจอำนาจของสื่อทีวี จะปรามไม่ให้ลูกดูทีวีเลย บางบ้านให้ลูกดูทีวีตอนอายุ 2 ขวบ บางบ้านจัดซื้อสื่อ เช่น ซีดีเสริมทักษะภาษา สื่อการ์ตูนเสริมคุณธรรม หรือการ์ตูนวอลท์ ดิสนีย์ เพราะไม่กล้าให้เด็กเผชิญภาวะไหลล้นของข้อมูลข่าวสาร กลัวว่าจะบริโภคเอาค่านิยมที่ไม่เหมาะสมติดตัวไปจนเติบใหญ่ นอกจากนี้ รายการทีวียุคใหม่มักใส่ลูกเล่น กราฟฟิก แอนิเมชัน ทำรายการให้มีความแปลกใหม่ แต่สิ่งนี้ตรึงให้เด็กต้องอยู่นิ่ง เฝ้าดูจับจ้องจนบางครั้งเด็กตกอยู่ในภาวะผีดิบ จากที่เด็กเคยร่าเริงสดใส แต่เมื่อได้อยู่หน้าจอทีวีต่อเนื่อง เด็กจะโกรธฉุนเฉียวง่ายเมื่อถูกพ่อแม่สั่งให้หยุดดูทีวี

การดูทีวียังทำให้สมองเด็กพัฒนาการได้ช้า ประสาทสัมผัสรับรู้ต่างๆ ว่องไวน้อยลง เด็กจะยิ่งเครียดเมื่อจับจ้องภาพบนจอทีวี แล้วตีความภาพให้เป็นความหมาย เด็กอาจมีอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล ฝันร้าย ขาดสมาธิ รับรู้สิ่งต่างๆ ได้ช้า
แต่จะบอกว่าวิธีแก้ปัญหาคือ การไม่ให้เด็กดูทีวีก็ไม่ใช่ทางออก สำคัญที่สุดน่าจะเป็นผู้ปกครองที่ควรเอาใจใส่ลูกน้อยให้มากขึ้น เพราะถ้าถึงจุดที่ลูกบริโภคสื่อเดิมๆ ฟังเนื้อหานั้น ซ้ำๆ ได้ยินค่านิยมที่ผิดๆ อย่างต่อเนื่อง เด็กจะมีภาพจำติดตัวไป นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระดับพฤติกรรมในระยะยาวได้ พ่อแม่ผู้ปกครองรู้แบบนี้ ใครที่ยังปล่อยให้ลูกน้อยเฝ้าหน้าจอทีวีแบบไม่มีการดูแลเอาใจใส่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ เพราะสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้หากมองข้ามจะกลายเป็นภัยมาเยือนลูกน้อยอย่างไม่รู้ตัว

การนั่งดูทีวีกับลูกควรพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส มีคำแนะนำว่าไว้ว่า ทุกครั้งที่ลูกนั่งดูทีวี พ่อแม่ควรจะนั่งดูด้วยทุกครั้งเท่าที่จะทำได้ อย่าปล่อยให้ลูกนั่งดูตามลำพัง เพราะจะำทำให้เด็กเหงา และไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะแยกแยะสิ่งที่ปรากฏในสื่อได้ แต่หากพ่อแม่นั่งอยู่ด้วยจะได้ช่วยกันพูดคุยและแนะนำได้ ถ้าเรื่องไหนลูกดูแล้วมีเนื้อหารุนแรง พ่อแม่ควรสอนลูกด้วยการชวนคุย และสอบถามถึงทางออกและวิธีการแก้ปัญหาของเด็ก เพื่อพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส แต่ไม่ควรใช้น้ำเสียงเชิงห้ามปราม หรือติเตียน เพราะเด็กจะรู้สึกว่าถูกยัดเยียนดให้คล้อยตาม และเสมือนโดนบังคับ

อ้างอิง หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ออนไลน์ฉบับวันที่ 13 มีนาคม 2555