ไขรหัสเสียงภาษาเด็กทารก

อเมริกาเปิดเผยโปรแกรม ไขรหัสเสียงทารก นักวิจัยอเมริกันประกาศความสำเร็จ ระบุว่าสามารถสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับถอดรหัสเสียงป้อแป้ของทารกได้แล้ว จุดประสงค์คือเพื่อนำไปใช้ในการค้นคว้าวิจัยวิวัฒนาการเรียนรู้วิธีการสื่อสารของมนุษย์ ระบุว่า โปรแกรมถอดรหัสภาษาทารกนี้สามารถยืนยันข้อสันนิษฐานที่ว่า ทารกสามารถเรียนรู้เสียงทุกภาษาทั่วโลกได้ตั้งแต่เกิดได้จริงๆ

โปรแกรมไขรหัสภาษาทารกนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อการแปลความหมายของเสียงอ้อแอ้ที่ดังจากปากทารก แต่ถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยนำโดย ศาสตราจารย์เจมส์ แม็คเคลแลนด์ (James McClelland) ศาสตราจารย์ด้านจิตศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เมืองพาโลอัลโต แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เพื่อนำไปใช้ในการค้นคว้าวิจัยวิวัฒนาการเรียนรู้วิธีการสื่อสารของมนุษย์ โดยโปรแกรมดังกล่าวจะสามารถถอดรหัสวิวัฒนาการของเสียงอ้อแอ้ รวมถึงจำลองกระบวนการประมวลผลในสมองทารกขณะฟังภาษาพูดได้

ศาสตราจารย์แม็คเคลแลนด์ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดของการทำวิจัยชิ้นนี้ว่า เป็นเพราะต้องการศึกษาว่ามีปัจจัยเฉพาะด้านเสียงภาษาใดบ้างที่มีผลต่อการเรียนรู้ของทารก รวมถึงระดับวิวัฒนาการความรู้ของทารกเมื่อได้ฟังเสียงภาษา ซึ่งการไขความกระจ่างของทั้งสองประเด็นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จะช่วยอธิบายระบบการเรียนรู้ของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน











Advertising

“การศึกษาเรื่องการเรียนรู้ภาษาของมนุษย์จะต้องรู้ว่า ปัจจัยเฉพาะด้านภาษาจำนวนมากน้อยเท่าใดที่มีผลต่อการเรียนรู้ในสมองของทารก และจะต้องรู้ว่าความชำนาญด้านภาษาที่ทารกมีนั้นเพิ่มขึ้นมากน้อยในแนวโน้มอย่างไร หากไขความลับทั้งสองจุดนี้ได้ จะสามารถอธิบายให้เราเห็นภาพความสัมพันธ์ของระบบการเรียนรู้ของมนุษย์ได้อย่างแจ่มชัด”

ศาสตราจารย์แม็คเคลแลนด์ระบุว่า โปรแกรมคอมพิวเตอร์แปลเสียงทารกที่เขาและทีมพัฒนาขึ้น ช่วยสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า ทารกมีการคัดเลือกเสียงอย่างเป็นระบบจนกระทั่งสามารถเข้าใจโครงสร้างของภาษาได้เองจริง ส่งให้ทิศทางการวิจัยในขณะนี้เน้นการไขระบบเรียนรู้ของเด็กทารกเป็นหลัก

“ปัญหาที่ยังค้างคาใจยังมีอีกมาก เช่น ประเภทของเสียงที่ทารกนำมาคัดเลือกมีจำนวนเท่าใด และจะทำอย่างไรให้เราซึ่งเป็นนักวิจัยสามารถรู้ได้ว่ามีประเภทใดบ้าง ขณะนี้เรากำลังหาวิธีการเพื่อไขปัญหาเหล่านี้”

ศาสตราจารย์แม็คเคลแลนด์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยปฏิบัติการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯหรือ Proceedings of the National Academy of Sciences ที่ผ่านมามีการทำงานร่วมกับทีมวิจัยนานาชาติเพื่อทำการทดลองเก็บบันทึกเสียงบทสนทนาระหว่างแม่และลูกในภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น การวิเคราะห์และสรุปผลในศูนย์ปฏิบัติการทำให้ทีมวิจัยพบว่า คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ทำให้ทีมวิจัยสามารถไขรหัสความลับด้านการเรียนรู้เรื่องเสียงของเด็กทารกได้เป็นอย่างดี

ไขรหัสเสียงภาษาเด็กทารก

“โปรแกรมนี้ทำให้เรารู้ว่า มีเสียงที่ทารกส่งออกมาเพื่อการสื่อสารจำนวนเท่าใด คอมพิวเตอร์ช่วยให้เรารู้จำนวนเสียงเหล่านี้” ศาสตราจารย์แม็คเคลแลนด์ให้สัมภาษณ์ โดยจุดประเด็นว่า หากคอมพิวเตอร์สามารถช่วยให้นักวิจัยแบ่งประเภทเสียงได้จริง ทารกเหล่านี้กลับสามารถแบ่งประเภทเสียงเหล่านี้ได้ก่อนคอมพิวเตอร์เสียอีก

“ในอดีต ผู้คนพยายามโต้เถียงกันว่า เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะทำให้เครื่องจักรสามารถไขรหัสธรรมชาติสุดซับซ้อน จนกลายเป็นอคติในใจมนุษย์” ศาสตราจารย์แม็คเคลแลนด์กล่าว “ข้อโต้แย้งเหล่านี้ ในมุมมองของผมมันเป็นแค่เรื่องปรักปรำที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน”

เลี้ยงลูกยุคใหม่ต้องเข้าใจภาษาทารก

เพื่อเติมเต็มความสุขให้แก่ครอบครัวของคุณ พริสซิล่า ดันสแตน ผู้เชี่ยวชาญการสื่อสารภาษาเด็กทารกระดับโลกและแบรนด์แอมบาสเดอร์แป้งเด็กแคร์ ผู้ค้นพบศาสตร์มหัศจรรย์ของการถอดรหัส ภาษาเด็กทารก มาแนะนำทักษะในการฟังเสียง ภาษาเด็กทารก เพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่ลูกต้องการสื่อสาร ซึ่งภายในงานมีครอบครัวคนดังให้ความสนใจเข้าร่วมอบรมมากมาย

พริสซิล่า ได้กล่าวถึงผลงานวิจัยของเธอว่า เด็กทารกตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 เดือน จะมีการสื่อสารด้วยภาษาสากลเดียวกัน ซึ่งได้รับการยอมรับจากสถาบันที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียแล้วสำหรับประเทศไทยพบว่าภาษาที่เป็นเอกลักษณ์สำหรับเด็กวัยนี้จะสื่อสารกันด้วยภาษาสากลหลักๆ ทั้งหมด 4 คำ ได้แก่ เสียง “เฮะ” “เอะ” “อาว” และ “อึนเนะ” ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกวัน

“เสียง “เฮะ” เป็นเสียงที่เด็กทารกร้องบ่อยที่สุด เพื่อบอกว่ากำลังรู้สึกอึดอัด ไม่สบายตัว อันเกิดจากความเปียกชื้น ร้อน เหนียวตัว ขณะที่เสียง “เอะ” บ่งบอกถึงอาการที่ลูกน้อยมีลมในท้อง ส่วนเสียง “อาว” เป็นสัญญาณที่ลูกน้อยกำลังบอกว่าหนูง่วงนอน และสุดท้ายเสียง “อึนเนะ” คือ เสียงร้องขอน้ำหรือนม” ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาทารกไขปริศนา ได้อธิบายเสริม

ทางด้าน ศ.พญ.อลิสา วัชรสินธุ หัวหน้าหน่วยจิตเวชเด็ก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวถึงความสำคัญในการทำความเข้าใจภาษาเด็กทารกว่า หากคุณแม่เข้าใจจะทำให้ทราบและสามารถตอบสนองความต้องการของลูกได้ว่าเขากำลังต้องการอะไร ซึ่งจะช่วยส่งผลต่อพัฒนาการทางด้านร่างกาย จิตใจ และด้านสังคมของลูก แต่ในทางกลับกันหากไม่เข้าใจในสิ่งที่เด็กสื่อสาร ก็ไม่สามารถตอบสนองในสิ่งที่เขาต้องการในช่วงเวลานั้นได้ ซึ่งจะส่งผลเสียทางด้านพัฒนาการต่างๆ เช่น เด็กอาจไม่แข็งแรง ขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ขาดความมั่นใจและอาจมีปัญหาทางด้านมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่นต่อไปในอนาคต

ขณะที่ อ.ปรียา หล่อวัฒนาพงษา นักบำบัดทางภาษาและการพูด อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แนะนำให้วิธีการฟังเสียงร้องของลูกให้ได้ผลดีที่สุดและเข้าใจความต้องการของลูกมากยิ่งขึ้น โดยจะต้องเลี้ยงเองและควรอยู่กับลูกตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสังเกตความแตกต่างเสียงร้องของลูก ซึ่งจะช่วยให้แม่เข้าใจเสียงที่เด็กร้อง และรู้ถึงความต้องการของลูกได้มากขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อพัฒนาการทางด้านอารมณ์ของลูก ถ้ามีอารมณ์ดี มีความสุขก็จะสามารถเติบโต แข็งแรง เรียนรู้และพัฒนาการทุกด้านก็จะดีไปด้วย โดยเฉพาะทางด้านอีคิว (EQ)